My-diary

ทำพูดซะยังกะเป็นเจ้าของกิจการพันล้าน 55555

แกล้งพูดให้เวอร์ไปงั้นเองแหละค่ะ

แต่พอดีเมื่อวาน แม่ยกหลิว (แม่ยกมือวางอันดับ 1 ของพี่ม่อน สูสีกับแม่ยกนัท) มาสะกิดถามว่า จะย้ายบ้านอีกรอบไหม

เพราะว่าโปรแกรมเมอร์มือฉมังจากค่ายไดฮับ ไปเปิดเว็บไดอารี่เป็นของตัวเองแล้ว นามว่า diaryis

.................................................................

ตอนแรกอิชั้นรู้สึกเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวเวียนหัวขี้เกียจย้ายตามประสาผู้สูงอายุน่ะค่ะ

แหม......ก็อุตส่าห์ปัดกวาด ตกแต่ง ทาสีบ้านซะสวยเช้งแระ ขี้เกียจไปทำใหม่น่ะค่ะ

ประกอบกับยังมีอาการงอนตุ่ยๆ อยู่ ก็เลยเมลไปบอกน้องหลิวว่า จะปักหลักอยู่ที่นี่

แต่ว่า พอไปอ่านบล็อคของสมเด็จแม่ห้าสิบแล้ว มีลิ้งค์ให้ไปดูหน้าตาเว็บ diaryis

ก็เลยเอาวะ คลิกๆ ไปดูซะหน่อยอย่างเสียไม่ได้ (แหม..ทำมาพูด ใครเค้าง้อหล่อนให้ไปดูละยะ อิจุ๊บ)

พอเห็นหน้าตาตัวอย่างไดอารี่ของคนที่เค้าสมัครๆ กันไปแล้ว ก็เลยเกิดอาการเปลี่ยนใจขึ้นมากระทันหัน

เพราะว่าหน้าตามันช่างเหมือนกับไดอารี่เดิมที่หมู่เฮาเคยใช้งานยังกับแกะ

ซึ่งจะว่าไปมันก็สะดวกดี ทั้งในแง่ของความคุ้นเคย และความเหมาะสมกับสติปัญญาของคนโง่เรื่องคอมตลอดชีวิตอย่างอิชั้น

ก็เลยตัดสินใจเขียนเมลไปหาน้องหลิว บอกว่าเปลี่ยนใจ ให้น้องหลิวส่งลิ้งค์สมัครมาให้หน่อย

เนื่องจากเว็บนี้จะไม่มีการสมัครสมาชิกเองโดยอิสระ แต่จะต้องให้สมาชิกแนะนำต่อกันมาเท่านั้น

(ฟังๆ ดูเหมือนแอมเวย์หรือเฮอร์บาไลฟ์เลยค่ะคุณ แต่ว่าก็ดีนะ ไม่งั้นเดี๋ยวแป๊บๆ ก็มีใครต่อใครแห่หกันเข้ามาสมัครเต็มเอี๊ยดไปหมดเหมือนที่เก่า กระจายๆ กันไปบ้างอ่ะดีแล้ว ได้ข่าวว่าที่เก่าเค้าก็กำลังจะกลับมานี่)

.............................................................................................

แต่เดี๋ยวก่อนนะคะ อิชั้นไม่ได้บอกว่าจะย้ายจากที่นี่ไปโดยสิ้นเชิงนะคะ

เนื่องจากว่า ที่นี่อิชั้นก็รู้สึกดี และปรับตัวเข้ากับระบบที่นี่เป็นอย่างดีแล้ว

แม้จะยังใช้งานไม่ค่อยชำนาญเท่าไหร่

ที่อิชั้นใช้คำว่า "ขยายกิจการ" ก็เพราะว่า อิชั้นตั้งใจจะใช้ diaryis ไว้เขียนไดอารี่โดยเฉพาะ

เนื่องจากคอนเซ็ปต์ของที่นี่จะเน้นบล็อคมากกว่า และอิชั้นเองก็มีเรื่องที่อยากจะเขียนเป็นบล็อคอยู่เหมือนกัน

โดยไม่อยากให้มันปะปนกับเรื่องที่เป็นไดอารี่

ดังนั้น ก็เลยคิดว่า จะเขียนที่นี่ต่อไป แต่เนื้อหาหลังจากแยกส่วนของไดอารี่ออกไปแล้วจะเป็นบล็อคล้วนๆ

แต่จะเป็นบล็อคเกี่ยวกับอะไรนั้น ยังไม่สรุป

บางทีอาจเป็นเว็บเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่น หรือการทำงานในบริษัทญี่ปุ่นก็ได้

ซึ่งอิชั้นเองก็พอจะมีความรู้ขนาดเอามาเขียนได้ก็แค่เรื่องเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นนี่ละค่ะ

ส่วนใครที่เอ็นดูพี่ม่อน อยากจะตามไปอ่านเรื่องของครอบครัวเรา ก็ตามไปอ่านกันที่ diaryis กันตามสะดวก

อิชั้นจะทำลิ้งค์ไว้ให้ด้านซ้ายมือของบล็อคนี่ละค่ะ

.......................................................................................

ว่าแต่ตอนนี้กำลังรอเทียบเชิญอยู่

แม่ยกหลิวหรือใครก็ตามที่มีโควต้าพอจะหิ้วอิชั้นไปหย่อนที่ diaryis ช่วยส่งลิ้งค์สมัครสมาชิกมาให้ที่ panita1975@hotmail.com หน่อยเด้อค่ะเด้อ

ขอบคุณหลายๆ

ย้ายออฟฟิศ แต่ไม่ย้ายนายจ้าง

เนื่องจากบริษัทอิชั้นพอจะมีกำรี้กำไร ก็เลยเอาดอกผลกำไรดังกล่าว ไปสร้างเป็นตึกใหม่ ข้างๆ ตึกเดิม ใหญ่โตโอ่อ่าเป็นอันมาก

ใหญ่จริงๆ นะคุณ ประมาณสนามฟุตบอล 1 สนาม เอาเข้าไป

บรรดาพนักงานอย่างอิชั้นเดินบริหารน่องกันให้มึน

เมื่อก่อนตอนอยู่ตึกเดิม กระดิกตัวแค่คืบเดียวก็ถึงเป้าหมายที่ต้องการแล้ว

นี่ย้ายมาอยู่ตึกใหม่ ดูไฮโซกว่าเดิมก็จริง แต่เดินกันไขมันกระจายเลยละ

......................................................................

วันก่อนไปสมัครสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นธุรกิจของ JETRO ที่สสท.สุขุมวิท 29 พร้อมกับสมัครติวสอบด้วยเลย

ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเบิกกับบริษัท เพราะอิชั้นถือว่า อิชั้นสอบเพื่อกลับมาทำงานให้กับบริษัทนี่แหละ

หาได้สอบเพื่อเอาไปอัพเกรดตัวเองเวลาสมัครงานกับบริษัทอื่นแต่อย่างใดไม่

ดังนั้น บริษัทก็จงออกเงินค่าสอบและค่าติวมาให้อิชั้นแต่โดยดี

ฮะเหอๆ

......................................................................

ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย. เป็นต้นไป ทุกวันเสาร์ 13.00 - 16.15 น.

อิชั้นก็มีภาระกิจต้องเข้ากรุงเทพ (อีกแล้ว) เพื่อติวสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นธุรกิจ ในระดับ 2

(ปีที่แล้วสอบได้ระดับ 3 คะแนนไม่สวย แต่ก็ไม่น่าเกลียด)

ซึ่งระดับที่สอบก็จะไล่ตั้งแต่ 5, 4, 3, 2, 1 ระดับ 5 เป็นระดับบ๊วยสุด ระดับ 1 คือเก่งสุด

อิชั้นเป็นพวกเดินสายกลาง คือระดับ 3

อันที่จริงใบประกาศมีอายุประมาณ 5 ปี อันที่จริงก็ยังไม่จำเป็นต้องสอบหรอก

แต่ว่าอิชั้นอยากจะสอบอีกสักรอบ เป้าหมายอยู่ที่ระดับ 2

แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ขอแค่ให้ได้คะแนนดีกว่าคราวที่แล้วเท่านั้นก็พอใจแล้ว

......................................................................

ปีนี้อิชั้นมีคิวสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นอยู่ 2 ตัว คือ สอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นแบบทั่วไป กับแบบภาษาญี่ปุ่นทางธุรกิจ

ซึ่งเดี๋ยวนี้อิชั้นว่า อิชั้นถนัดแบบธุรกิจมากกว่าแบบทั่วไปแล้วล่ะ อาจเป็นเพราะว่าชินกับการทำงาน

เหตุผลที่มุ่งมั่นสอบของ JETRO ให้ได้ระดับ 2 ก็เพราะว่า

อิชั้นคิดว่าอิชั้นยังพอจะมีความหวังทำได้มากกว่าสอบวัดระดับแบบทั่วไปนะ

สอบทั่วไปเท่าไหร่ๆ ก็ไม่ได้ระดับ 2 ซักที เพราะว่าไม่ขยันอ่านหนังสือ

(ถ้าเพิ่งเรียนจบใหม่ๆ ละพอว่า ยังพอจะจำได้ นี่ผ่านมาจนสนิมกินผุหมดแล้ว)

แถมภาษาที่ติดตัวอยู่ตอนนี้ก็จะเป็นในแนวการทำงานซะมากกว่า

ถึงไม่ได้ระดับ 2 แบบทั่วไป แต่ได้ระดับ 2 ธุรกิจมาก็ยังพอจะยืดได้บ้างอ่ะ

......................................................................

อิชั้นว่า ตัวเองค่อนข้างโชคดีเหมือนกัน ที่ได้ทำงานอยู่ ณ.จุดปัจจุบัน

จนบางทีแม้แต่ตัวเองก็ยังรู้สึกขี้เกียจเพราะไม่ต้องดิ้นรนเหยียบหัวคนอื่นเพื่อส่งตัวเองขึ้นไปเหมือนใครๆ

คือ เจ้านายอิชั้นเห็นอยู่แล้วว่าอิชั้นทำงานอะไรบ้าง และค่อนข้างให้โอกาส

(แถมนายอิชั้นก็ใหญ่สุดในบริษัทด้วย)

อันที่จริงล่ามญี่ปุ่นทั้งประเทศไทย ที่อายุการทำงานพอๆ กันกับอิชั้นนี่ จะหาคนที่เงินเดือนปะติ๋วหลิวแบบนี้คงไม่มีแล้ว

เคยคิดเอาตัวเองไปเปรียบกับคนอื่นๆ เหมือนกัน

แต่ว่าพอคิดแล้วก็ต้องย้อนกลับมานึกถึงข้อที่ว่า คนที่เค้าเงินเดือนสูงกว่านี้แต่ละคนต้องรับความกดดันและความคาดหวังสูงมากแค่ไหน

ดังนั้น เพื่อแลกกับความกดดันที่อิชั้นไม่ชอบ

และความคาดหวังอันสูงเลิศเลอที่อิชั้นไม่มีวันตอบสนองได้

ก็โอเควะ อยู่ๆ ไปเหอะ ทุกวันนี้ก็ไม่เห็นจะมีอะไรทำให้อยู่ไม่ได้นี่

......................................................................

หมู่นี้น้ำมันแพง ของก็แพงทุกๆ อย่าง

ทำให้อดห่วงม่อนไม่ได้ว่า ต่อไปการใช้ชีวิตคงลำบากกว่ารุ่นอิชั้นมาก

ฟังข่าวน้ำมันแพง ไฟฟ้าแพง ของแพงทีไรเครียดทุกทีเลย

ยุคนี้มันเป็นยุคกาลีอะไรกันนี่ ข้าวยากหมากแพงไปเสียทุกอย่าง

บางทีคิดเป็นห่วงเพ้อเจ้อไปว่า จะมีการเดินขบวนประท้วงเหมือน 16 ตุลา หรือพฤษภาทมิฬขึ้นหรือเปล่า

ภาวะการณ์มันล่อแหลมมากๆ ประชาชนเดือดร้อน อาชญากรรมและการคอรับชั่นแปลกๆ มีเพิ่มขึ้นทบทวี

ใจอิชั้นเองก็ไม่ชอบการทำงานของรัฐบาลชุดนี้สักเท่าไหร่

แต่ว่า ก็ไม่อยากให้มีการเดินขบวน เพราะว่ากลัวจะตกงานน่ะซี

พวกญี่ปุ่นเวลามันมาก็มากระเป๋าใบเดียว ทำงานได้เท่าไหร่ก็ส่งกำไรไปทางโน้นหมดแล้ว

เวลาจะไปก็แค่แพ็คกระเป๋าใบเดิม ยกทัพกลับไปดื้อๆ

แล้วทีนี้ลูกจ้างตาดำๆ อย่างอิชั้นจะทำยังไงกันวะคะ

......................................................................

เครียดไปแล้วมันจะได้อะไรขึ้นมาเนี่ย

เคยมี Pen Friend หรือเพื่อนทางจดหมายกันบ้างไหม
เด็กสมัยนี้ยังรู้จักคำว่า Pen Friend กันอยู่หรือเปล่า
หรือมีแต่เพื่อน Chat กันหมดแล้ว ตามเทคโนโลยีที่สะดวกสบายมากขึ้น

อิชั้นเคยมี Pen Friend อยู่คนนึง
รู้จักกันตั้งแต่อยู่ ม.3 ผ่านทางหน้าหนังสือการ์ตูนมหาสนุก
เป็นผู้ชาย อยู่เชียงใหม่
ชื่ออู๊ด....
อู๊ดเขียนจดหมายไปคุยกับนักเขียนการ์ตูนมหาสนุก แล้วประกาศหาเพื่อนทางจดหมายที่อายุไล่เลี่ยกัน
อิชั้นก็เขียนไปหา....เพราะอยากมีเพื่อนทางจดหมายบ้าง
เห็นเพื่อนๆเค้ามีกัน ในหนังสือมานะมานีที่เรียนตอนสมัยอยู่ประถม ก็จำได้ว่ามีเรื่องเพื่อนทางจดหมายเขียนไว้ด้วย

อู๊ดเรียนอยู่โรงเรียนชายชื่อดัง (แต่ไม่ใช่มงฟอร์ด)
ส่วนอิชั้นนั้นเรียนโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดชลบุรี
ต่างคนต่างไม่มีเพื่อนต่างเพศเลย ก็เลยติดต่อกันเรื่อยมา
เขียนจดหมายถึงกันโดยไม่เคยเห็นหน้าอยู่เป็นปีๆ
จริงๆ ต้องบอกว่าหลายปี
เพราะเขียนถึงกันตั้งแต่อยู่ ม.3 จนเข้ามหาลัยนู่นแน่ะ
นับเวลารวมๆแล้วก็ประมาณ 5 ปี ที่บ้าเขียนจดหมายคุยกัน โดยต่างก็ไม่เคยรู้เลยว่า ตัวตนที่แท้จริงของอีกฝ่ายเป็นยังไง ได้แต่จินตนาการกริ๊กกรี๊กันไปตามตัวอักษรที่อยู่ในจดหมาย

เนื้อหาที่เขียนถึงกัน....ก็เล่าถึงความเป็นไปต่างๆในชีวิตของอีกคนหนึ่ง
ถ้าเอาเนื้อหาในจดหมายมาต่อกันแล้ว อิชั้นว่า
มันน่าจะเป็นไดอารีที่บันทึกเรื่องราวในชีวิตช่วงหนึ่งของคนสองคนได้อย่างดีทีเดียว
ถึงตอนนี้เราสองคนจะไม่ได้ติดต่อกันมาจะ 10 ปีแล้ว
แต่อิชั้นก็ยังเก็บจดหมายที่อู๊ดส่งกลับมาหาไว้ทุกฉบับ
มันทิ้งไม่ลง รู้สึกว่ามันเป็นความทรงจำที่ดีมาก แม้กระดาษจะเก่า จะเปื่อยไปตามวันเวลา แต่มันก็ยังอยู่ครบทุกฉบับ
และถ้าวันนี้ อู๊ดยังคงเก็บจดหมายที่อิชั้นส่งถึงอู๊ดไว้
แล้วเอาเนื้อหามาเรียงต่อกัน
คงจะได้หนังสือบันทึกเรื่องราวฮาๆของเด็กต๊องๆสองคนหนึ่งเล่มทีเดียว...

จดหมายที่ไม่ได้เก็บมีเพียงสองฉบับเท่านั้น ที่ไม่เก็บเพราะตั้งใจ
คือจดหมายไร้สาระฉบับหนึ่ง กับอีกฉบับที่อู๊ดเขียนมาเป็นฉบับสุดท้าย เพื่อที่จะจบสถานภาพการเป็น Pen Friend ของเราที่ยาวนานมากว่า 5 ปี
อู๊ดเคยบอกมาในจดหมายครั้งหนึ่งว่า....
น่าแปลก...ที่อู๊ดกล้าคุยกับอิชั้นทุกเรื่องผ่านทางจดหมาย
ทั้งที่โดยปกติแล้ว บางเรื่อง แม้เพื่อนสนิทของอู๊ดก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ
แต่กับอิชั้น อู๊ดเขียนเล่ามาหมดทุกอย่าง
อิชั้นเป็นเพื่อนผู้หญิงที่อู๊ดไว้ใจมากที่สุด
ซึ่งอิชั้นเอง ก็รู้สึกกับอู๊ดอย่างนั้นเช่นเดียวกัน

ต่อมา ด้วยวันเวลาที่ผ่านไป....
ก็ทำให้อิชั้นเริ่มรู้สึกไม่แน่ใจในความรู้สึกของอู๊ดที่มีกับอิชั้น
และแน่นอน ความรู้สึกของอิชั้นที่มีกับอู๊ด อิชั้นก็ยิ่งไม่แน่ใจเข้าไปใหญ่
สมัยเมื่อเด็กๆ อิชั้นเคยคิดว่ามันคือ
Puppy Love
เป็นความรักแบบคนรักกัน ไม่ใช่แค่ความรักแบบเพื่อน
นั่นเพราะตอนนั้นอิชั้นยังไม่รู้จักความรัก และไม่เคยมีแฟนมาก่อนเลยจนกระทั่งชีวิตเดินเข้าสู่รั้วมหาลัย
ทำให้คิดไปว่า......เนี่ย.......อู๊ดเนี่ยแหละ ถ้าจะนับว่าเป็นแฟนก็คงได้นะ
เพราะอิชั้นรู้สึกดีกับอู๊ดเหลือเกิน รู้สึกดีอย่างมากมาย
โดยที่ (ในตอนนั้น) อิชั้นยังไม่เคยรู้สึกดีอย่างนี้กับใครมาก่อนเลย

อิชั้นไม่รู้ว่าจริงๆ อู๊ดรู้สึกกับอิชั้นยังไง
อิชั้นอาจเป็นแค่เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งที่อู๊ดไว้ใจมากที่สุด
ถึงแม้อู๊ดจะเขียนมาเป็นนัยๆถึงเรื่องของเราในจดหมาย...
แต่ก็เขียนแบบจับความรู้สึกไม่ถูกว่าพูดจริงหรือพูดเล่น....
อู๊ดเคยส่งของขวัญมาให้บ่อยๆ เช่น สร้อยเงินพร้อมจี้รูปหัวใจ แล้วบอกทีเล่นทีจริงว่า จองอิชั้นแล้วนะ
แล้วยังมีกำไลเงิน เสื้อที่ออกแบบเอง....อีกตั้งหลายอย่าง.........
แต่ก็นั่นแหละ อู๊ดไม่เคยบอกกับอิชั้นจริงๆ จังๆ เป็นกิจลักษณะเลย....ว่าชอบอิชั้น
และไม่เคยขอคบกับอิชั้นในแบบแฟนเลย แม้แต่ครั้งเดียว

มันก็เลยเกิดช่องว่างขึ้นในใจ
แน่นอนละ......เรื่องแรกเลยมันมาจากการที่เราไม่เคยคุยกันแบบจริงๆเลยซักที
เคยคุยโทรศัพท์แค่ครั้งเดียว.....ตอนอยู่ ม.6
หน้าจริงๆ ตัวตนจริงๆ ก็ยังไม่เคยเห็น
เพราะอู๊ดอยู่ตั้งเชียงใหม่ อิชั้นอยู่ชลบุรี
การจะเจอกันมันไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่แล้ว
แต่อู๊ดก็มีญาติอยู่ที่ชลบุรี......คุณย่าของอู๊ดเป็นคนอ่างศิลา
ซึ่งอู๊ดเองก็มีโอกาสมาหาท่าน มาเยี่ยมท่านบ้าง
และครั้งหนึ่งที่อู๊ดมา.......อู๊ดนัดอิชั้นให้ไปเจอกันที่พัทยา
(นัดเจอหน้าโรงแรมทรอปิคาน่า...อื้อหืม สถานที่นัดเจอดีมากเลยค่ะเธอคะ)
แต่ตอนนั้นอิชั้นไม่สามารถไปพบได้ เพราะพ่อค่อนข้างจะหวง
อย่าว่าแต่ไปเจอกันที่พัทยาเลย เอาแค่ห้างใกล้ๆ บ้านน่ะ ขอพ่อออกไปให้ได้ซะก่อนเหอะ

แล้วนี่ตั้งพัทยา หน้าโรงแรมเลยค่ะคุณ (ตอนนั้นแค่พัทยานี่ต้องใช้คำว่าตั้งพัทยานะ) ถ้าไม่ตายซะก่อน อิชั้นคงจะได้ไปอยู่หรอก...


สรุปว่าอิชั้นกับอู๊ดก็ไม่เคยได้เจอหน้ากันเลย
ตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกัน จนวันสุดท้ายที่เลิกติดต่อกัน

ที่เลิกติดต่อกัน.....อู๊ดเป็นฝ่ายบอกอิชั้นว่าเลิกติดต่อกันเถอะ
เพราะตอนนั้น อิชั้นมีพ่อเจ้าม่อนเข้ามาในชีวิต และอิชั้นเขียนเล่าให้อู๊ดฟัง เหมือนทุกครั้งที่เจออะไรก็จะเล่า
และการเข้ามาของพ่อเจ้าม่อนนี่เอง ที่ทำให้อิชั้นตาสว่างเสียที ว่าแท้จริงแล้ว ความรักฉันท์หนุ่มสาวมันคืออะไร


ในขณะที่อู๊ดกับอิชั้นไม่เคยคุยกันแบบจริงจังถึงเรื่องของเรา
และเมื่อเทียบความรู้สึกที่มีกับพ่อเจ้าม่อน...ทำให้อิชั้นแน่ใจว่า
ความรู้สึกของอิชั้นที่มีต่ออู๊ด มันไม่เหมือนกับความรู้สึกที่มีต่อพ่อเจ้าม่อนเลย
ไม่เหมือนเลย....แม้แต่นิดเดียว
ตั้งแต่ไหนแต่ไรที่อิชั้นเคยทึกทักว่ามันใช่........
แต่จริงๆ แล้วก็พบในที่สุด ว่ามันไม่ใช่
มันคือความผูกพัน
คือความรู้สึกดีๆ ดีที่สุด เท่าที่เพื่อนคนหนึ่งจะพึงมีให้เพื่อนได้
แม้เราจะต่างเพศกัน แต่เราก็คุยกันได้อย่างเปิดใจ....
อิชั้นกล้าพูดได้เลยว่า ชีวิตในช่วงนั้น นอกจากเพื่อนสนิทในชีวิตจริงไม่กี่คนแล้ว
อิชั้นนับอู๊ดเป็นเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งด้วยนะ.......
ถึงเราจะไม่เคยเจอกันเลยก็เถอะ.......

และแม้จนวันนี้ เราจะเลิกติดต่อกันกว่า 10 ปีแล้ว
แต่เรื่องราวมิตรภาพและความทรงจำดีๆ ที่มีต่ออู๊ดภายในใจอิชั้นก็ยังคงอยู่
และจะคงยังอยู่อย่างนี้ตลอดไป

อันที่จริงก็น่าเสียดายเหมือนกัน..
เสียดาย ที่หลังจากที่อิชั้นเล่าเรื่องคบกับพ่อเจ้าม่อนให้อู๊ดฟัง
อู๊ดก็เลือกที่จะเลิกเป็นเพื่อนทางจดหมายกับอิชั้น
เสียดาย ที่เหตุผลที่อิชั้นมีแฟนที่จับต้องได้จริง ไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่ดีพอสำหรับการหยุดทุกสิ่งทุกอย่างแม้แต่ความเป็นเพื่อนกว่า 5 ปีของเราเลย.......
ตอนนั้นอิชั้นพยายามหลายต่อหลายครั้งที่จะเขียนจดหมายหาอีกหลายฉบับ
และพยายามที่จะยืนยันว่า แม้อิชั้นจะมีแฟน แต่เราก็เป็นเพื่อนกันได้
เพราะความรู้สึกของอิชั้นที่มีต่ออู๊ดมันก็เป็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาเปลี่ยนหลังจากเจอพ่อเจ้าม่อน
แต่อู๊ดก็ไม่เคยตอบจดหมายอิชั้นกลับมาอีกเลย.............


แม้เรื่องนี้จะจบลงไม่เหมือนภาพยนต์เรื่อง "แฟนฉัน"
แต่อย่างน้อย แม้ความเป็นเพื่อนของเราจะจบลงหลายปีผ่านมาแล้วก็ตาม
และแม้อิชั้นจะไม่เคยรู้ว่า จริงๆ แล้วอู๊ดรู้สึกกับอิชั้นยังไง และในวันนี้อู๊ดจะยังเหลือความรู้สึกดีๆ กับอิชั้นบ้างไหม
ก็ไม่เป็นไร...........
เพราะแค่อิชั้นนั่งคิดถึงเรื่องนี้ในวันที่สมองว่างมากพอที่จะคิด
ได้เปิดเก๊ะที่เก็บจดหมายของอู๊ดขึ้นมาอ่าน
ภาพความทรงจำเก่าๆ วันที่อิชั้นวิ่งไปเกาะตู้จดหมายโรงเรียนรอจดหมายอู๊ดเป็นประจำกับเพื่อน
(ที่ต้องส่งมาที่โรงเรียน เพราะกลัวว่าถ้าส่งมาที่บ้านจะโดนพ่อเฉ่ง)
พอเห็นจดหมาย เพื่อนๆ และอิชั้นก็จะกรี๊ดกร๊าดกริ๊กกรี๊วดีใจ และแทบจะรีบแกะซองออกอ่านกันเดี๋ยวนั้น
แค่บางวันที่เรื่องของอิชั้นมีเรื่องของอู๊ดผุดขึ้นมาในความคิด
อิชั้นก็มีความสุขแล้ว........

************************************

บล็อคหน้านี้แด่ "อู๊ด" เพื่อนที่น่ารักคนหนึ่งเท่าที่อิชั้นเคยมีมาในชีวิต
แม้วันนี้เราจะอยู่ห่างไกลกัน ไม่ว่าจะด้วยระยะทาง หรือ "อะไร" ก็ตาม
ความรู้สึกและความทรงจำดีๆ ที่อิชั้นมีให้อู๊ด จะยังคงเหมือนเดิมตลอดไป