ย้ายออฟฟิศ แต่ไม่ย้ายนายจ้าง
เนื่องจากบริษัทอิชั้นพอจะมีกำรี้กำไร ก็เลยเอาดอกผลกำไรดังกล่าว ไปสร้างเป็นตึกใหม่ ข้างๆ ตึกเดิม ใหญ่โตโอ่อ่าเป็นอันมาก
ใหญ่จริงๆ นะคุณ ประมาณสนามฟุตบอล 1 สนาม เอาเข้าไป
บรรดาพนักงานอย่างอิชั้นเดินบริหารน่องกันให้มึน
เมื่อก่อนตอนอยู่ตึกเดิม กระดิกตัวแค่คืบเดียวก็ถึงเป้าหมายที่ต้องการแล้ว
นี่ย้ายมาอยู่ตึกใหม่ ดูไฮโซกว่าเดิมก็จริง แต่เดินกันไขมันกระจายเลยละ
......................................................................
วันก่อนไปสมัครสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นธุรกิจของ JETRO ที่สสท.สุขุมวิท 29 พร้อมกับสมัครติวสอบด้วยเลย
ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเบิกกับบริษัท เพราะอิชั้นถือว่า อิชั้นสอบเพื่อกลับมาทำงานให้กับบริษัทนี่แหละ
หาได้สอบเพื่อเอาไปอัพเกรดตัวเองเวลาสมัครงานกับบริษัทอื่นแต่อย่างใดไม่
ดังนั้น บริษัทก็จงออกเงินค่าสอบและค่าติวมาให้อิชั้นแต่โดยดี
ฮะเหอๆ
......................................................................
ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย. เป็นต้นไป ทุกวันเสาร์ 13.00 - 16.15 น.
อิชั้นก็มีภาระกิจต้องเข้ากรุงเทพ (อีกแล้ว) เพื่อติวสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นธุรกิจ ในระดับ 2
(ปีที่แล้วสอบได้ระดับ 3 คะแนนไม่สวย แต่ก็ไม่น่าเกลียด)
ซึ่งระดับที่สอบก็จะไล่ตั้งแต่ 5, 4, 3, 2, 1 ระดับ 5 เป็นระดับบ๊วยสุด ระดับ 1 คือเก่งสุด
อิชั้นเป็นพวกเดินสายกลาง คือระดับ 3
อันที่จริงใบประกาศมีอายุประมาณ 5 ปี อันที่จริงก็ยังไม่จำเป็นต้องสอบหรอก
แต่ว่าอิชั้นอยากจะสอบอีกสักรอบ เป้าหมายอยู่ที่ระดับ 2
แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ขอแค่ให้ได้คะแนนดีกว่าคราวที่แล้วเท่านั้นก็พอใจแล้ว
......................................................................
ปีนี้อิชั้นมีคิวสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นอยู่ 2 ตัว คือ สอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นแบบทั่วไป กับแบบภาษาญี่ปุ่นทางธุรกิจ
ซึ่งเดี๋ยวนี้อิชั้นว่า อิชั้นถนัดแบบธุรกิจมากกว่าแบบทั่วไปแล้วล่ะ อาจเป็นเพราะว่าชินกับการทำงาน
เหตุผลที่มุ่งมั่นสอบของ JETRO ให้ได้ระดับ 2 ก็เพราะว่า
อิชั้นคิดว่าอิชั้นยังพอจะมีความหวังทำได้มากกว่าสอบวัดระดับแบบทั่วไปนะ
สอบทั่วไปเท่าไหร่ๆ ก็ไม่ได้ระดับ 2 ซักที เพราะว่าไม่ขยันอ่านหนังสือ
(ถ้าเพิ่งเรียนจบใหม่ๆ ละพอว่า ยังพอจะจำได้ นี่ผ่านมาจนสนิมกินผุหมดแล้ว)
แถมภาษาที่ติดตัวอยู่ตอนนี้ก็จะเป็นในแนวการทำงานซะมากกว่า
ถึงไม่ได้ระดับ 2 แบบทั่วไป แต่ได้ระดับ 2 ธุรกิจมาก็ยังพอจะยืดได้บ้างอ่ะ
......................................................................
อิชั้นว่า ตัวเองค่อนข้างโชคดีเหมือนกัน ที่ได้ทำงานอยู่ ณ.จุดปัจจุบัน
จนบางทีแม้แต่ตัวเองก็ยังรู้สึกขี้เกียจเพราะไม่ต้องดิ้นรนเหยียบหัวคนอื่นเพื่อส่งตัวเองขึ้นไปเหมือนใครๆ
คือ เจ้านายอิชั้นเห็นอยู่แล้วว่าอิชั้นทำงานอะไรบ้าง และค่อนข้างให้โอกาส
(แถมนายอิชั้นก็ใหญ่สุดในบริษัทด้วย)
อันที่จริงล่ามญี่ปุ่นทั้งประเทศไทย ที่อายุการทำงานพอๆ กันกับอิชั้นนี่ จะหาคนที่เงินเดือนปะติ๋วหลิวแบบนี้คงไม่มีแล้ว
เคยคิดเอาตัวเองไปเปรียบกับคนอื่นๆ เหมือนกัน
แต่ว่าพอคิดแล้วก็ต้องย้อนกลับมานึกถึงข้อที่ว่า คนที่เค้าเงินเดือนสูงกว่านี้แต่ละคนต้องรับความกดดันและความคาดหวังสูงมากแค่ไหน
ดังนั้น เพื่อแลกกับความกดดันที่อิชั้นไม่ชอบ
และความคาดหวังอันสูงเลิศเลอที่อิชั้นไม่มีวันตอบสนองได้
ก็โอเควะ อยู่ๆ ไปเหอะ ทุกวันนี้ก็ไม่เห็นจะมีอะไรทำให้อยู่ไม่ได้นี่
......................................................................
หมู่นี้น้ำมันแพง ของก็แพงทุกๆ อย่าง
ทำให้อดห่วงม่อนไม่ได้ว่า ต่อไปการใช้ชีวิตคงลำบากกว่ารุ่นอิชั้นมาก
ฟังข่าวน้ำมันแพง ไฟฟ้าแพง ของแพงทีไรเครียดทุกทีเลย
ยุคนี้มันเป็นยุคกาลีอะไรกันนี่ ข้าวยากหมากแพงไปเสียทุกอย่าง
บางทีคิดเป็นห่วงเพ้อเจ้อไปว่า จะมีการเดินขบวนประท้วงเหมือน 16 ตุลา หรือพฤษภาทมิฬขึ้นหรือเปล่า
ภาวะการณ์มันล่อแหลมมากๆ ประชาชนเดือดร้อน อาชญากรรมและการคอรับชั่นแปลกๆ มีเพิ่มขึ้นทบทวี
ใจอิชั้นเองก็ไม่ชอบการทำงานของรัฐบาลชุดนี้สักเท่าไหร่
แต่ว่า ก็ไม่อยากให้มีการเดินขบวน เพราะว่ากลัวจะตกงานน่ะซี
พวกญี่ปุ่นเวลามันมาก็มากระเป๋าใบเดียว ทำงานได้เท่าไหร่ก็ส่งกำไรไปทางโน้นหมดแล้ว
เวลาจะไปก็แค่แพ็คกระเป๋าใบเดิม ยกทัพกลับไปดื้อๆ
แล้วทีนี้ลูกจ้างตาดำๆ อย่างอิชั้นจะทำยังไงกันวะคะ
......................................................................
เครียดไปแล้วมันจะได้อะไรขึ้นมาเนี่ย