2005/Sep/21

นับจากนี้เป็นต้นไป ที่นี่จะเป็นที่สำหรับเขียนบล็อคเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่น (หรืออื่นๆ เอาไว้ตกลงใจแน่ๆ อีกที เอาเรื่องที่เขียนแล้วไม่แป๊ก สามารถหากินได้ตลอด)

ส่วนไดอารี่ อิชั้นก็ยังคงเขียนอยู่ที่นี่ หรือคลิกที่เมนูซ้ายมือ ตรงไดอารี่น้องม่อนนะคะ

.....................................

จึงเรียนมาเพื่อแซ่บ

2005/Sep/20

ทำพูดซะยังกะเป็นเจ้าของกิจการพันล้าน 55555

แกล้งพูดให้เวอร์ไปงั้นเองแหละค่ะ

แต่พอดีเมื่อวาน แม่ยกหลิว (แม่ยกมือวางอันดับ 1 ของพี่ม่อน สูสีกับแม่ยกนัท) มาสะกิดถามว่า จะย้ายบ้านอีกรอบไหม

เพราะว่าโปรแกรมเมอร์มือฉมังจากค่ายไดฮับ ไปเปิดเว็บไดอารี่เป็นของตัวเองแล้ว นามว่า diaryis

.................................................................

ตอนแรกอิชั้นรู้สึกเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวเวียนหัวขี้เกียจย้ายตามประสาผู้สูงอายุน่ะค่ะ

แหม......ก็อุตส่าห์ปัดกวาด ตกแต่ง ทาสีบ้านซะสวยเช้งแระ ขี้เกียจไปทำใหม่น่ะค่ะ

ประกอบกับยังมีอาการงอนตุ่ยๆ อยู่ ก็เลยเมลไปบอกน้องหลิวว่า จะปักหลักอยู่ที่นี่

แต่ว่า พอไปอ่านบล็อคของสมเด็จแม่ห้าสิบแล้ว มีลิ้งค์ให้ไปดูหน้าตาเว็บ diaryis

ก็เลยเอาวะ คลิกๆ ไปดูซะหน่อยอย่างเสียไม่ได้ (แหม..ทำมาพูด ใครเค้าง้อหล่อนให้ไปดูละยะ อิจุ๊บ)

พอเห็นหน้าตาตัวอย่างไดอารี่ของคนที่เค้าสมัครๆ กันไปแล้ว ก็เลยเกิดอาการเปลี่ยนใจขึ้นมากระทันหัน

เพราะว่าหน้าตามันช่างเหมือนกับไดอารี่เดิมที่หมู่เฮาเคยใช้งานยังกับแกะ

ซึ่งจะว่าไปมันก็สะดวกดี ทั้งในแง่ของความคุ้นเคย และความเหมาะสมกับสติปัญญาของคนโง่เรื่องคอมตลอดชีวิตอย่างอิชั้น

ก็เลยตัดสินใจเขียนเมลไปหาน้องหลิว บอกว่าเปลี่ยนใจ ให้น้องหลิวส่งลิ้งค์สมัครมาให้หน่อย

เนื่องจากเว็บนี้จะไม่มีการสมัครสมาชิกเองโดยอิสระ แต่จะต้องให้สมาชิกแนะนำต่อกันมาเท่านั้น

(ฟังๆ ดูเหมือนแอมเวย์หรือเฮอร์บาไลฟ์เลยค่ะคุณ แต่ว่าก็ดีนะ ไม่งั้นเดี๋ยวแป๊บๆ ก็มีใครต่อใครแห่หกันเข้ามาสมัครเต็มเอี๊ยดไปหมดเหมือนที่เก่า กระจายๆ กันไปบ้างอ่ะดีแล้ว ได้ข่าวว่าที่เก่าเค้าก็กำลังจะกลับมานี่)

.............................................................................................

แต่เดี๋ยวก่อนนะคะ อิชั้นไม่ได้บอกว่าจะย้ายจากที่นี่ไปโดยสิ้นเชิงนะคะ

เนื่องจากว่า ที่นี่อิชั้นก็รู้สึกดี และปรับตัวเข้ากับระบบที่นี่เป็นอย่างดีแล้ว

แม้จะยังใช้งานไม่ค่อยชำนาญเท่าไหร่

ที่อิชั้นใช้คำว่า "ขยายกิจการ" ก็เพราะว่า อิชั้นตั้งใจจะใช้ diaryis ไว้เขียนไดอารี่โดยเฉพาะ

เนื่องจากคอนเซ็ปต์ของที่นี่จะเน้นบล็อคมากกว่า และอิชั้นเองก็มีเรื่องที่อยากจะเขียนเป็นบล็อคอยู่เหมือนกัน

โดยไม่อยากให้มันปะปนกับเรื่องที่เป็นไดอารี่

ดังนั้น ก็เลยคิดว่า จะเขียนที่นี่ต่อไป แต่เนื้อหาหลังจากแยกส่วนของไดอารี่ออกไปแล้วจะเป็นบล็อคล้วนๆ

แต่จะเป็นบล็อคเกี่ยวกับอะไรนั้น ยังไม่สรุป

บางทีอาจเป็นเว็บเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่น หรือการทำงานในบริษัทญี่ปุ่นก็ได้

ซึ่งอิชั้นเองก็พอจะมีความรู้ขนาดเอามาเขียนได้ก็แค่เรื่องเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นนี่ละค่ะ

ส่วนใครที่เอ็นดูพี่ม่อน อยากจะตามไปอ่านเรื่องของครอบครัวเรา ก็ตามไปอ่านกันที่ diaryis กันตามสะดวก

อิชั้นจะทำลิ้งค์ไว้ให้ด้านซ้ายมือของบล็อคนี่ละค่ะ

.......................................................................................

ว่าแต่ตอนนี้กำลังรอเทียบเชิญอยู่

แม่ยกหลิวหรือใครก็ตามที่มีโควต้าพอจะหิ้วอิชั้นไปหย่อนที่ diaryis ช่วยส่งลิ้งค์สมัครสมาชิกมาให้ที่ panita1975@hotmail.com หน่อยเด้อค่ะเด้อ

ขอบคุณหลายๆ

2005/Sep/19

ย้ายออฟฟิศ แต่ไม่ย้ายนายจ้าง

เนื่องจากบริษัทอิชั้นพอจะมีกำรี้กำไร ก็เลยเอาดอกผลกำไรดังกล่าว ไปสร้างเป็นตึกใหม่ ข้างๆ ตึกเดิม ใหญ่โตโอ่อ่าเป็นอันมาก

ใหญ่จริงๆ นะคุณ ประมาณสนามฟุตบอล 1 สนาม เอาเข้าไป

บรรดาพนักงานอย่างอิชั้นเดินบริหารน่องกันให้มึน

เมื่อก่อนตอนอยู่ตึกเดิม กระดิกตัวแค่คืบเดียวก็ถึงเป้าหมายที่ต้องการแล้ว

นี่ย้ายมาอยู่ตึกใหม่ ดูไฮโซกว่าเดิมก็จริง แต่เดินกันไขมันกระจายเลยละ

......................................................................

วันก่อนไปสมัครสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นธุรกิจของ JETRO ที่สสท.สุขุมวิท 29 พร้อมกับสมัครติวสอบด้วยเลย

ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเบิกกับบริษัท เพราะอิชั้นถือว่า อิชั้นสอบเพื่อกลับมาทำงานให้กับบริษัทนี่แหละ

หาได้สอบเพื่อเอาไปอัพเกรดตัวเองเวลาสมัครงานกับบริษัทอื่นแต่อย่างใดไม่

ดังนั้น บริษัทก็จงออกเงินค่าสอบและค่าติวมาให้อิชั้นแต่โดยดี

ฮะเหอๆ

......................................................................

ดังนั้น ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย. เป็นต้นไป ทุกวันเสาร์ 13.00 - 16.15 น.

อิชั้นก็มีภาระกิจต้องเข้ากรุงเทพ (อีกแล้ว) เพื่อติวสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นธุรกิจ ในระดับ 2

(ปีที่แล้วสอบได้ระดับ 3 คะแนนไม่สวย แต่ก็ไม่น่าเกลียด)

ซึ่งระดับที่สอบก็จะไล่ตั้งแต่ 5, 4, 3, 2, 1 ระดับ 5 เป็นระดับบ๊วยสุด ระดับ 1 คือเก่งสุด

อิชั้นเป็นพวกเดินสายกลาง คือระดับ 3

อันที่จริงใบประกาศมีอายุประมาณ 5 ปี อันที่จริงก็ยังไม่จำเป็นต้องสอบหรอก

แต่ว่าอิชั้นอยากจะสอบอีกสักรอบ เป้าหมายอยู่ที่ระดับ 2

แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ขอแค่ให้ได้คะแนนดีกว่าคราวที่แล้วเท่านั้นก็พอใจแล้ว

......................................................................

ปีนี้อิชั้นมีคิวสอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นอยู่ 2 ตัว คือ สอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นแบบทั่วไป กับแบบภาษาญี่ปุ่นทางธุรกิจ

ซึ่งเดี๋ยวนี้อิชั้นว่า อิชั้นถนัดแบบธุรกิจมากกว่าแบบทั่วไปแล้วล่ะ อาจเป็นเพราะว่าชินกับการทำงาน

เหตุผลที่มุ่งมั่นสอบของ JETRO ให้ได้ระดับ 2 ก็เพราะว่า

อิชั้นคิดว่าอิชั้นยังพอจะมีความหวังทำได้มากกว่าสอบวัดระดับแบบทั่วไปนะ

สอบทั่วไปเท่าไหร่ๆ ก็ไม่ได้ระดับ 2 ซักที เพราะว่าไม่ขยันอ่านหนังสือ

(ถ้าเพิ่งเรียนจบใหม่ๆ ละพอว่า ยังพอจะจำได้ นี่ผ่านมาจนสนิมกินผุหมดแล้ว)

แถมภาษาที่ติดตัวอยู่ตอนนี้ก็จะเป็นในแนวการทำงานซะมากกว่า

ถึงไม่ได้ระดับ 2 แบบทั่วไป แต่ได้ระดับ 2 ธุรกิจมาก็ยังพอจะยืดได้บ้างอ่ะ

......................................................................

อิชั้นว่า ตัวเองค่อนข้างโชคดีเหมือนกัน ที่ได้ทำงานอยู่ ณ.จุดปัจจุบัน

จนบางทีแม้แต่ตัวเองก็ยังรู้สึกขี้เกียจเพราะไม่ต้องดิ้นรนเหยียบหัวคนอื่นเพื่อส่งตัวเองขึ้นไปเหมือนใครๆ

คือ เจ้านายอิชั้นเห็นอยู่แล้วว่าอิชั้นทำงานอะไรบ้าง และค่อนข้างให้โอกาส

(แถมนายอิชั้นก็ใหญ่สุดในบริษัทด้วย)

อันที่จริงล่ามญี่ปุ่นทั้งประเทศไทย ที่อายุการทำงานพอๆ กันกับอิชั้นนี่ จะหาคนที่เงินเดือนปะติ๋วหลิวแบบนี้คงไม่มีแล้ว

เคยคิดเอาตัวเองไปเปรียบกับคนอื่นๆ เหมือนกัน

แต่ว่าพอคิดแล้วก็ต้องย้อนกลับมานึกถึงข้อที่ว่า คนที่เค้าเงินเดือนสูงกว่านี้แต่ละคนต้องรับความกดดันและความคาดหวังสูงมากแค่ไหน

ดังนั้น เพื่อแลกกับความกดดันที่อิชั้นไม่ชอบ

และความคาดหวังอันสูงเลิศเลอที่อิชั้นไม่มีวันตอบสนองได้

ก็โอเควะ อยู่ๆ ไปเหอะ ทุกวันนี้ก็ไม่เห็นจะมีอะไรทำให้อยู่ไม่ได้นี่

......................................................................

หมู่นี้น้ำมันแพง ของก็แพงทุกๆ อย่าง

ทำให้อดห่วงม่อนไม่ได้ว่า ต่อไปการใช้ชีวิตคงลำบากกว่ารุ่นอิชั้นมาก

ฟังข่าวน้ำมันแพง ไฟฟ้าแพง ของแพงทีไรเครียดทุกทีเลย

ยุคนี้มันเป็นยุคกาลีอะไรกันนี่ ข้าวยากหมากแพงไปเสียทุกอย่าง

บางทีคิดเป็นห่วงเพ้อเจ้อไปว่า จะมีการเดินขบวนประท้วงเหมือน 16 ตุลา หรือพฤษภาทมิฬขึ้นหรือเปล่า

ภาวะการณ์มันล่อแหลมมากๆ ประชาชนเดือดร้อน อาชญากรรมและการคอรับชั่นแปลกๆ มีเพิ่มขึ้นทบทวี

ใจอิชั้นเองก็ไม่ชอบการทำงานของรัฐบาลชุดนี้สักเท่าไหร่

แต่ว่า ก็ไม่อยากให้มีการเดินขบวน เพราะว่ากลัวจะตกงานน่ะซี

พวกญี่ปุ่นเวลามันมาก็มากระเป๋าใบเดียว ทำงานได้เท่าไหร่ก็ส่งกำไรไปทางโน้นหมดแล้ว

เวลาจะไปก็แค่แพ็คกระเป๋าใบเดิม ยกทัพกลับไปดื้อๆ

แล้วทีนี้ลูกจ้างตาดำๆ อย่างอิชั้นจะทำยังไงกันวะคะ

......................................................................

เครียดไปแล้วมันจะได้อะไรขึ้นมาเนี่ย